ค้นหา
  • Ploynaree Kasetpibal

5 วิธีเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจด้วย Virtual Events | No More Work

ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จึงทำให้ธุรกิจเองต่างต้องปรับตัวเพื่อก้าวทันกับความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้กระแสของ Lazy marketing หรือการตลาดในการจับกลุ่ม “มนุษย์ขี้เกียจ” ได้เข้ามามีบทบาทกับการทำการตลาดยุคใหม่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนยุคใหม่มีพฤติกรรมรักความสบาย และหันมาเพิ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น จึงทำให้เป็นโอกาสสำหรับหลายๆ ธุรกิจที่จะเอาใจกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยบริการที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่ายแค่เพียงค้นหาผ่านสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเดียวกันกับการจัดกิจกรรมอีเว้นท์ต่างๆ ที่แต่เดิมมักจะเป็นการจัดในรูปแบบอีเว้นท์แบบออฟไลน์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันธุรกิจเองต่างต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โควิด-19 และพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มชอบความสะดวกสบาย และไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกมากนัก จึงทำให้การจัดอีเว้นท์ปรับรูปแบบการจัดงานมาเป็นแบบ Virtual events กันมากขึ้น เรียกได้ว่าลูกค้าไม่ต้องออกจากบ้านก็สามารถเข้าร่วมงานอีเว้นท์เปิดตัวสินค้าต่างๆ ได้ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ


การจัดงานในรูปแบบ Virtual events หรือการจัดอีเว้นท์เสมือนที่ลูกค้าสามารถเข้าร่วมได้ผ่านทางออนไลน์มากกว่าที่จะเป็นการรวมตัวกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งนั้น สามารถจัดได้ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการจัด Webinar เพื่อประชาสัมพันธ์สาธิตวิธีการใช้งานสินค้า และบริการของบริษัท หรือเพื่อเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ของบริษัท รวมทั้งเปิดขายสินค้าใหม่ภายในงานเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้อีกด้วยเช่นกัน ในบทความนี้ No more work จะมาแชร์เทคนิคให้กับธุรกิจที่ต้องการนำ Virtual events ไปใช้ในการเพิ่มยอดขาย เพื่อเป็นไอเดียให้ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้กันได้


5 วิธีเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณด้วย Virtual Events



1. กำหนดวัตถุประสงค์ และธีมในการจัดงานที่ชัดเจน


การกำหนดเป้าหมายในการจัดงานที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจ หรือผู้จัดงานควรคำนึงถึงเป็นสิ่งแรก เพื่อให้การทำงานในขั้นตอนต่อไป และทีมงานที่เกี่ยวข้องเห็นภาพที่ชัดเจน และมีความเข้าใจที่ตรงกันว่างานจะเดินไปในทิศทางใด โดยการตั้งเป้าหมายที่ดีนั้นให้ยึดตามหลัก Smart goal เป็นเป้าหมายที่มีความเฉพาะเจาะจง วัดผลได้ มีที่มาที่ไป มีความสมเหตุสมผล และมีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจต้องการเปิดตัวสินค้า และบริการใหม่ แน่นอนว่าเป้าหมายของการจัดงานคือเพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้จักสินค้า และบริการใหม่ หรือการสร้าง Brand awareness และต้องมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกี่คน เพื่อที่จะมาตั้งเป้าหมายว่า % Conversion rate ที่ธุรกิจต้อง convert มาเป็นยอดขายควรเป็นเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น ต้องมีผู้เข้าร่วม 10,000 คน และมี Conversion rate ที่ 25% หรือ 2,500 บาทที่ซื้อสินค้าภายในงานขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อคน และคิดเป็นยอดขายภายในงาน 2,500,000 บาท เป็นต้น เพื่อที่ธุรกิจจะได้เป้าหมายเหล่านี้มาวางแผนเป็นกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้


เมื่อมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของงานเรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือการกำหนดธีมภายในงาน หรือ Mood & Tone ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทธุรกิจ หากเป็นธุรกิจที่เป็น Consumer product อาจจะไปเน้นที่ความสนุกสนาน มีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้ร่วมงาน เช่น การมีดารา หรือศิลปินมาเข้าร่วมงาน เป็นต้น แต่หากเป็นธุรกิจที่เป็น Business-to-business หรือ B2B จะมีความเป็นทางการ และมีความจริงจังมากกว่า เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดงาน หรือแต่ละธุรกิจต้องออกแบบ และ Mood & Tone ที่อยากจะให้เป็นให้ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเข้าร่วมงานให้มี action ตามที่ธุรกิจต้องการได้


2. เลือก MC หรือ Speakers ในงานให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย


เมื่อทำการออกแบบธีมงานเรียบร้อยแล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปนั่นคือการเลือกพิธีการภายในงานที่ตรงกับธีม และ Mood & Tone ภายในงาน เนื่องจากพิธีกร หรือ MC นั้นถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างบรรยากาศภายในงานให้เป็นไปตามที่ธุรกิจ หรือผู้จัดงานต้องการ โดยการเลือก MC ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้จัดงานต้องคำนึงถึง เช่น หากกลุ่มเป้าหมายของงานเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น อาจจะต้องใช้พิธีกรที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นในช่วงนั้น ซึ่งทีมงานต้องทำการบ้าน และศึกษาจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อคัดเลือกพิธีกรที่เหมาะสมกับแต่ละงาน และตอบโจทย์กับเป้าหมายของการจัดงานให้ได้ดีที่สุด


3. โปรโมชั่นที่โดนใจเพื่อปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น


อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายจากการจัด Virtual events ได้โดยตรงคือโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดใจเพียงพอ เพื่อทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อภายในงานได้ง่าย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยการจัด Virtual events นั้นเป็นการจัดอีเว้นท์ผ่านทางออนไลน์ดังนั้นการมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้นจะทำให้ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจในการเข้าร่วมงาน และตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าภายในงานได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียนเข้าร่วมงานจะได้รับโค้ดส่วนลดทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนลด หรือรับของสัมมนาคุณพิเศษเมื่อซื้อสินค้าภายในงานเท่านั้น หรือบางแบรนด์ที่มีใช้พรีเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียง อาจจะนำมาใช้เป็นกิมมิคในการให้ผู้เข้าร่วมงานซื้อสินค้าภายในงานตามมูลค่าที่กำหนดไว้ และมีสิทธิ์ได้ถ่ายภาพ หรือ meet & greet กับพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ได้ เรียกได้ว่าโปรโมชั่นภายในงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายภายในงานได้โดยตรง


4. สร้างการมีส่วนร่วมภายในงาน


เนื่องจากการจัด Virtual events เป็นการจัดกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ การสร้างมีการส่วนร่วมให้กับผู้เข้าร่วมงานทางออนไลน์เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงานโฟกัสอยู่กับกิจกรรมภายในงานได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น มีการพูดคุยผ่านทางไลฟ์แชท ส่งลิ้งค์การร่วมสนุกเพื่อชิงของรางวัลเป็นช่วงๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมติดตามและมีส่วนร่วมอยู่กับงานตลอด รวมถึงการส่งลิ้งค์พร้อมโค้ดพิเศษเฉพาะผู้เข้าร่วมงานให้สามารถเข้าไปซื้อสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม E-commerce ต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขายภายในงาน หรือการจัดกิจกรรมชิงโชคต่างๆ ภายในงานโดยให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมสนุกตามขั้นตอนที่ทางผู้จัดงานได้กำหนดไว้ โดยอาจจะได้รับรางวัลเป็นสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งให้ผู้เข้าร่วมงานกดไลค์ กดแชร์ไลฟ์ เพื่อรับของรางวัลจากทางแบรนด์ก็สามารถทำได้ เพื่อเป็นการโปรโมตอีเว้นท์ออนไลน์ไปในตัว ทำให้ได้ยอด Reach และ View ที่มากขึ้น ยังทำให้ผู้เข้าร่วมงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับงานอีเว้นท์ออนไลน์ของทางแบรนด์ไปในตัวได้เช่นกัน


5. มีกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง


นอกเหนือจากโปรโมชั่น และการสร้างการมีส่วนร่วมภายในงาน Virtual events แล้วนั้นการมีกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนจะถึงวันงาน จนถึงวันงาน และหลังวันงานเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้เช่นกัน จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจจะต้องวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ตัวอย่างเช่น ก่อนจะถึงวันงานต้องมีการโปรโมตงานในช่องทางต่างๆ เพื่อให้คนลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตามเป้าที่ตั้งเอาไว้ ร่วมถึงสามารถมีกิจกรรมให้ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมได้ร่วมสนุก เพื่อไปรับรางวัล หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ทางแบรนด์จะมอบให้ภายในงาน รวมถึงเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ตั้งแต่ก่อนจะถึงวันงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นหลังจัดงานแล้วทางแบรนด์สามารถที่จะจัดส่งโปรโมชั่นพิเศษให้เฉพาะผู้เข้าร่วมงานในการซื้อสินค้าเพื่อให้สิทธิพิเศษเฉพาะกับผู้เข้าร่วมงาน และทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกได้รับการดูแลเป็นอย่างดีกับทางแบรนด์ นอกจากจะได้เรื่องยอดขาย แล้วยังได้เรื่องการทำ Brand loyalty ด้วยเช่นกัน


มองหาผู้ให้บริการ Virtual events เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ


หากธุรกิจของคุณกำลังวางแผนนำ Virtual events ไปใช้เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร และต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้างในการจัดงานอีเว้นท์ออนไลน์ No more work ผู้ให้บริการการจัด Virtual events ยินดีให้คำปรึกษากับทุกธุรกิจตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการจัดงานจนถึงให้บริการจัดงาน Virtual events ด้วยความเชี่ยวชาญในการจัดงานอีเว้นท์ออนไลน์ให้กับหลากหลายธุรกิจชั้นนำในประเทศไทย

.

No More Work เรามีความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสร้างคุณค่าให้กับงานนั้นๆ


เรามีบริการเกี่ยวกับการผลิตสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบ(Online Production) ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสด Video and Live Streaming, Unreal Engine, Virtual Event, Zoom, Video Conference, Project Management, Creative Design, Avatar, Virtual Stage, Website Services, Internet Solution รวมไปถึงการดูแลจัดการ KOL / Influencer ทุกระดับ


สนใจติดต่อที่ >>

Tel : 095-465-6452

email : work@nomorework.co หรือ Inbox

.

#nmw #nomorework22 #nomoreworkco #nmweducate #livestreaming #production #agency #project #education #onlineevent #eventonline #tips #organizing #starter #virtual #virtualevent #virtualconference #webinar #hybridevent #virtualexhibitions #virtualseminar #virtualtradeshows #NFT

ดู 9 ครั้ง0 ความคิดเห็น